Greater Mekong Subregion สนามรบ สู่สนามการค้า

          การค้ากลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) ประกอบด้วย 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน (โดยเฉพาะมณฑลยูนนานและมณฑลกวางสี) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมียนมาร์ ไทย และเวียดนาม ได้รับความช่วยเหลือในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในปี 1992 จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ซึ่งจะเห็นได้ว่าภูมิหลังทางการเมืองของประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงบริบทช่วงสงครามเย็น น่าจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด

                                   จากความตึงเครียดสู่การค้าขาย
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในช่วงสงครามเย็นมาก่อน การจัดตั้งองค์กรอย่าง Association of Southeast Asia (ASA) ซึ่งต่อมากลายเป็น ASEAN นั้น เป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อสู้กับความกลัวภัยคอมมิวนิสต์ในทศวรรษที่ 1960 และแน่นอนว่าส่วนหนึ่งคือความพยายามแสดงอำนาจของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้

ภายหลังเมื่อสงครามเย็นค่อยๆ ลดความรุนแรงลง การพยายามดึงกลุ่มประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศคอมมิวนิสต์เข้ามาร่วมมือกันในองค์กร ASEAN แน่นอนว่าต้องทำผ่านความตึงเครียดทางการเมืองและความแตกต่างของรูปแบบการปกครอง (ที่มีตั้งแต่ประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ เผด็จการทหาร ไปจนถึงสมบูรณาญาสิทธิราชย์) ความไม่มั่นคงของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศต่างๆ ทำให้รูปแบบการดำเนินงานของ ASEAN ซึ่งทำผ่านการสร้างสถาบันทางการเมือง (Institutional Approach) และการสร้างกรอบข้อตกลงต่างๆ เป็นไปอย่างเชื่องช้า

ปี 1992 ธนาคารพัฒนาเอเชียในฐานะเครื่องมือด้านการระหว่างประเทศที่สำคัญของญี่ปุ่น ได้เข้ามาจัดตั้งกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงขึ้น (ความน่าสนใจคือกำแพงเบอร์ลินในยุโรปก็ถูกทำลายลงอย่างเสร็จสิ้นในปีนี้เช่นกัน) ในแง่ยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศของญี่ปุ่น การสร้างความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยไม่ใช้กำลังทหารเป็นส่วนหนึ่งในข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในขณะนั้นอย่างนายทาเคโอะ ฟุกุดะ (Takeo Fukuda) โดยภายหลังเรียกกันว่า Fukuda Doctrine ในแง่นี้ อาจมองได้ว่าการจัดตั้งกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเป็นการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของประเทศญี่ปุ่นในโลกหลังสงครามเย็น

เมื่อพิจารณาในแง่ของขนาดกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงมีประชากรราว 300 ล้านคน (หากรวมทั้ง 6 ประเทศเป็นประเทศเดียว จะมีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสาม) และขนาดพื้นที่ 2.6 ล้านตารางไมล์ (หากรวมเป็นประเทศเดียว จะใหญ่เป็นอันดับสิบ) การจัดการความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ GMS ทำได้ผ่านการเน้นความร่วมมือของตลาดมากกว่าสถาบัน ซึ่งสามารถก้าวข้ามความตึงเครียดทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ส่งผลให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน ไปจนถึงความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ความเป็นรูปเป็นร่างดังกล่าวทำให้โครงการต่างๆ ในแถบนี้สามารถแสวงหาแหล่งเงินทุนได้อย่างง่ายดายด้วย

                           การสร้างความเชื่อมต่อ (Connectivity)
ธนาคารพัฒนาเอเชียมองความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ GMS ไว้เป็นระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor) ที่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจ น่าสังเกตว่าในขณะที่ ASEAN ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบของการเคลื่อนย้ายสินค้าและประชากรนั้น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพก็ได้ถูกจัดวางลำดับความสำคัญไว้เป็นลำดับแรกๆ

ตั้งแต่ปี 1992-2014 ธนาคารพัฒนาเอเชียลงทุนเพื่อการเชื่อมต่อระหว่างกลุ่มประเทศ GMS ไปแล้วราว 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ความสำคัญด้านหนึ่งของการจัดการลงทุนคือการกระตุ้นให้เกิดการค้าขายระหว่างชายแดน (Cross-Border Trade) โดยการสร้างถนนหลวงขนาดใหญ่ (Highway) เชื่อมต่อระหว่างประเทศ ทำให้การค้าภายในกลุ่มประเทศ GMS เพิ่มขึ้นจาก 26 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2000 เป็น 370 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2013 การลงทุนจากต่างประเทศภายในกลุ่มประเทศ GMS เพิ่มจาก 8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในระหว่างปี 2001-2006 เป็น 23 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ระหว่างปี 2007-2012

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ GMS มักมาจากการส่งออก ทำให้การเจริญเติบโตกระจุกตัวอยู่ที่พื้นที่ชายฝั่ง การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศและพื้นที่ที่ไม่มีทางออกทะเล (Landlocked) มีโอกาสเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ประเทศลาว และมณฑลยูนนาน เป็นต้น

การเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ และเมืองคุนหมิงในมณฑลยูนนานผ่านถนน R3A เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเชื่อมมณฑลยูนนานเข้ากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่การเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 ในปี 2013 การขนส่งสินค้าระหว่างไทย-และมณฑลยูนนานก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งผลไม้และดอกไม้ เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถขนส่งสินค้าที่มีโอกาสเน่าเสีย (Perishable Goods) ได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ธนาคารพัฒนาเอเชียคาดการณ์ว่า แนวโน้มของการเจริญเติบโตที่กระจุกอยู่ตามเมืองใหญ่ยังคงดำเนินต่อไป การลงทุนเพื่อกระจายการเจริญเติบโตออกไปเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่กระจายความมั่งคั่งอย่างเท่าเทียมมากขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น

น่าจับตามองว่าที่ทางของกลุ่มประเทศ GMS และธนาคารพัฒนาเอเชียจะเป็นอย่างไรต่อไป การก่อตั้ง Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB) ที่มีผู้สนับสนุนใหญ่คือประเทศจีนนั้น อาจทำให้จีนกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิภาคแถบนี้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนใช้วิธีทางการทูตผ่านรถไฟฟ้าความเร็วสูง (High-Speed Train Diplomacy) ประกอบกับความต้องการเชื่อมภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีนเข้ากับทางออกทะเล การสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการเมืองในภูมิภาคผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จึงอาจอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการแข่งกันลงทุนระหว่างสองประเทศใหญ่ในเอเชียอย่างจีนและญี่ปุ่นต่อไป

Greater Mekong Subregion สนามรบ สู่สนามการค้า