การเล่นกีฬาสำคัญอย่างไร?

การเล่นกีฬา หมายถึง กิจกรรมที่ทำให้เด็กได้พัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ เช่น กล้ามเนื้อแขน ขา มือ ลำตัว การประสานสัมพันธ์ของอวัยวะส่วนต่างๆ รวมถึงการควบคุมการทรงตัวขณะปฏิบัติกิจกรรมด้วย กีฬาสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นเกมการแข่งขัน เกมการละเล่น เกมพลศึกษาที่มีกฎกติกา ข้อตกลงในการเล่น มีลำดับขั้นตอนการเล่น และมีการตัดสินแพ้-ชนะ ทั้งนี้มุ่งให้เด็กได้พัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสังคมไปพร้อมกัน

การเล่นกีฬาสำคัญอย่างไร?

ลักษณะของพัฒนาการในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็ก มักปรากฏออกมาในรูปของการเคลื่อนไหว ซึ่งในเด็กแรกเกิดจะเป็นการเคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องได้รับการฝึกหัด เช่น การดิ้นไปดิ้นมา การไขว่คว้า แต่เมื่อเด็กโตขึ้น ระดับของการเคลื่อนไหวจะเพิ่มขึ้นจากการดิ้น คลาน มาเป็นการยืน เดิน วิ่ง กระโดด และการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนมากขึ้น การเล่นกีฬา

เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาทางด้านร่างกาย โดยเฉพาะความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ให้กับเด็กปฐม วัยได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกวิธีการหนึ่ง และเพื่อพัฒนาด้านอารมณ์และสังคม โดยการปลูกฝังความมีน้ำใจนักกีฬา รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักการให้อภัย และรู้จักเคารพกติกา เพราะการเล่นกีฬาสำหรับเด็กในระดับปฐมวัยจะเป็นรูปแบบของการเล่นที่มีกฎกติกา มีวิธีการแข่งขันง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และเหมาะสมกับวัยของเด็ก บางครั้งอาจจะนำประเภทของกีฬาที่ใช้ในการแข่ง ขันกับเด็กโตมาปรับใช้ บางครั้งอาจเป็นเกมพลศึกษา เช่น การวิ่งเก็บของ เกมประเภทผลัด เป็นต้น และในบางครั้งอาจจะเป็นกีฬาสำหรับเด็กปฐมวัยที่ใช้การละเล่นของไทย เช่น การแข่งขันชักเย่อ วิ่งเปี้ยว เป็นต้น ในปัจจุบันนี้หน่วยงานต่างๆที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาได้จัดให้มีประเภทของกีฬาระดับอนุบาลและให้มีการแข่งขันกัน ซึ่งนอกจากจะมุ่งพัฒนาความแข็งแรงทางด้านร่างกายแล้ว ยังมีการตัดสินเพื่อให้รางวัลแพ้ชนะกันอีกด้วย

เด็กจะได้รับประโยชน์อะไรจากการเล่นกีฬา?

การเล่นกีฬาหรือเกมการเล่นกลางแจ้งสำหรับเด็กปฐมวัย ช่วยให้เด็กได้รับประโยชน์ ดังนี้

  • มีการเคลื่อนไหวร่างกายในส่วนต่างๆ เช่น แขน ขา มือ ลำตัว และศีรษะ รวมถึงการควบคุมการเคลื่อนไหว การทรงตัว การประสานกันของการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่
  • ทำให้เด็กมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง สามารถใช้อวัยวะส่วนต่างๆ ทำงานต่างๆได้ดี มีความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่
  • การเล่นกีฬาทำให้เด็กรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย ทำให้มีอารมณ์ดี
  • รู้จักบทบาทของตนเองในการเล่นและการเรียนรู้กระบวนการกลุ่ม
  • มีผลต่อพัฒนาการทางด้านสติปัญญา เช่น การเล่นทำให้เด็กได้คิดแก้ปัญหา เกิดจินตนาการและความคิดสร้าง สรรค์ การเรียนรู้ทางด้านคณิตศาสตร์ เช่น การแบ่งจำนวนผู้เล่นให้เท่ากัน การยืนเรียงแถว การนับจำนวนสมาชิกในแต่ละทีมในการเล่นกีฬา เป็นต้น
  • ฝึกสมองในการคิด การตัดสินใจ การแก้ปัญหา การคาดคะเน
  • การรับรู้กฎ กติกามารยาท การทำสิ่งต่างๆด้วยความสุข รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย
  • เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจโครงสร้างทางด้านสรีระ เช่น การใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกาย ฝึกการเคลื่อนไหว การใช้พลังงานของร่างกาย และยังช่วยให้เด็กได้ค้นหาความสามารถพิเศษของตนเอง

ครูจัดกิจกรรมการเล่นกีฬาให้ลูกอย่างไร?

สำหรับกิจกรรมการเล่นกีฬาที่มีความเหมาะสมกับเด็กปฐมวัยที่ครูสามารถจัดให้เด็กได้เล่นแข่งขันกัน ซึ่งนอกจากเด็กจะได้ รับการพัฒนาความสามารถในด้านกล้ามเนื้อใหญ่แล้ว การเล่นกีฬายังฝึกให้เด็กได้เรียนรู้กฎ กติกา ข้อตกลง ส่งเสริมกระบวนการกลุ่ม และสร้างความสนุกสนานให้กับเด็กได้อีกด้วย ส่วนใหญ่ประเภทของกีฬาที่นำมาใช้สำหรับเด็กปฐมวัยจะเป็นประเภทของการแข่งขันเป็นทีม เกมการละเล่นหรือเป็นเกมพลศึกษา ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้จะอยู่ในกิจกรรมกลางแจ้งซึ่งปัจจุบันหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยยังได้จัดให้มีการแข่งขันกีฬาระดับอนุบาลขึ้น มีการกำหนดกฎระเบียบการแข่งขัน มีการตัดสินแพ้-ชนะตามข้อตกลงหรือกติกา สำหรับตัวอย่างของกีฬาสำหรับเด็กปฐมวัยที่ครูมักนำ มาจัดให้เด็กได้เล่นหรือแข่งขันที่โรงเรียน เป็นกิจกรรมที่ไม่ซับซ้อน เน้นการเล่นที่ให้เด็กได้ฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ ได้เคลื่อนไหวร่างกายด้วยการวิ่ง การกระโดด การเล่นกับอุปกรณ์ เช่น ลูกบอล ห่วง เชือก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย และนำมาดัดแปลงเพื่อประโยชน์ในการเล่นหรือการแข่งขัน ซึ่งกีฬาชนิดต่างๆที่ใช้กับเด็กมักจะเป็นเกมการละเล่น เกมพลศึกษา และการประยุกต์กีฬาที่ใช้กับผู้ใหญ่มาใช้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • กระโดดข้ามบอลจุดประสงค์ ฝึกทักษะการกระโดดด้วยเท้าทั้ง 2 ข้าง ข้ามสิ่งกีดขวาง และการร่วมกิจกรรมด้วยความสนุกสนาน

    อุปกรณ์ ลูกบอล นกหวีด

    กติกาและวิธีเล่น

    1. แบ่งเด็กออกเป็น 2 ทีม จำนวนเท่ากัน
    2. วางลูกบอลเรียงกัน 2 แถวๆละ 5 ลูกให้ห่างกัน 50 เซนติเมตร
    3. เมื่อได้ยินสัญญาณจากครู เด็กที่อยู่หัวแถวของแต่ละทีมกระโดดด้วยเท้าทั้ง 2 ข้าง ข้ามลูกบอลแต่ละลูกจนถึงลูกสุดท้ายและให้กระโดดกลับมาสัมผัสมือคนต่อไป ถ้าทีมใดกระโดดข้ามลูกบอลได้เร็วกว่าจะเป็นผู้ชนะ โดยขณะกระโดดต้องไม่ให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายไปสัมผัสกับลูกบอล
  • สะพานคนเก่งจุดประสงค์ ฝึกทักษะการทรงตัว พัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง และสร้างความสนุกสนาน

    อุปกรณ์ กระดานทรงตัวความกว้าง 20 เซนติเมตร ยาว 3 เมตร วางสูงจากพื้น 20 เซนติเมตร นกหวีด

    กติกาและวิธีเล่น

    1. แบ่งเด็กออกเป็น 2 ทีม จำนวนเท่ากัน
    2. เมื่อได้ยินสัญญาณจากครูให้เด็กที่อยู่หัวแถวของแต่ละทีม เดินทรงตัวต่อเท้าบนกระดานทรงตัว แล้วเดินกลับมาสัมผัสมือคนต่อไป ทีมใดเดินได้ครบทุกคนก่อนจะเป็นผู้ชนะ โดยขณะเดินจะต้องไม่เสียการทรงตัวตกจากกระดานทรงตัว ถ้าพลาดต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ที่จุดแรก
  • วิ่งเก็บลูกบอลสีใส่ตะกร้าจุดประสงค์ ฝึกทักษะการควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแขน ขา และลำตัวได้อย่างประสานสัมพันธ์ ฝึกทักษะการทรงตัว และเพื่อความสนุกสนาน

    อุปกรณ์ ลูกบอลสี ตะกร้า นกหวีด

    กติกาและวิธีเล่น

    1. แบ่งเด็กออกเป็น 2 ทีม จำนวนเท่ากัน
    2. กำหนดจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดให้มีระยะห่างกัน 5 เมตร วางลูกบอลสีจำนวน ทีมละ 30 ลูก ที่จุดเริ่มต้นและวางตะกร้าไว้ที่จุดสิ้นสุดของแต่ละทีม
    3. เมื่อได้ยินสัญญาณจากครู เด็กที่อยู่หัวแถวของแต่ละทีม หยิบลูกบอลสีวิ่งนำไปใส่ในตะกร้าที่เป็นจุดสิ้นสุดของแต่ละทีม แล้ววิ่งมาสัมผัสมือคนที่ 2 ทำเช่นนี้เรื่อยๆไป ถ้าทีมใดสามารถนำลูกบอลสีไปใส่ในตะกร้าได้หมดก่อน ถือว่าชนะ
  • ข้ามสิ่งกีดขวางจุดประสงค์ ฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อขา การทรงตัว การสำรวจพื้นที่และการตระหนักในการใช้ร่างกายในสถานการณ์ต่างๆ

    อุปกรณ์ เชือก กล่องไม้ เทปกาว ลูกบอล ตะกร้า นกหวีด

    กติกาและวิธีเล่น

    1. แบ่งเด็กออกเป็น 2 ทีม จำนวนเท่ากัน
    2. กำหนดสิ่งกีดขวางไว้จำนวน 5 จุดดังนี้ จุดที่ 1 การกระโดด 2 ขา ข้ามเชือกความสูง 1 ฟุต จุดที่ 2 เดินบนกล่องไม้ จุดที่ 3 การกระโดดขาเดียวตามเส้นระยะทาง 2 เมตร จุดที่ 4 การโยนลูกบอลลงตะกร้า 5 ลูก ระยะห่าง 2 เมตร และจุดที่ 5 การเดินทรงตัวต่อเท้าถอยหลังตามเส้นระยะทาง 1 เมตร
    3. เมื่อได้ยินสัญญาณให้คนที่ยืนหัวแถวของแต่ละทีมข้ามสิ่งกีดขวาง จำนวน 5 จุด เมื่อทำได้ครบให้วิ่งกลับมาสัมผัสมือคนต่อไป และให้ปฏิบัติเช่นเดียวกันไปเรื่อยๆ ถ้าทีมใดทำได้เสร็จก่อน จะเป็นผู้ชนะ
  • โยนลูกบอลลงตะกร้าจุดประสงค์ ฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อแขน มือ การประสานกันระหว่างตาและมือ และฝึกทักษะความคล่องแคล่วของการใช้มือ

    อุปกรณ์ ลูกบอลสี ตะกร้า นกหวีด

    กติกาและวิธีเล่น

    1. แบ่งเด็กออกเป็น 2 ทีม
    2. วางตะกร้าสำหรับโยนลูกบอลสีให้ห่างจากจุดเริ่มต้นของแต่ละทีมประมาณ 3 เมตร ให้ลูกบอลสีสำหรับใช้โยนทีมละ 50 ลูก
    3. เมื่อได้ยินสัญญาณจากครู ผู้เล่นของแต่ละทีมช่วยกันโยนลูกบอลสีลงตะกร้าให้ได้มากที่สุดภายในเวลาที่ครูกำหนด ทีมใดโยนลูกบอลสีลงตะกร้าได้มากกว่า เป็นผู้ชนะ
  • เล่นชักเย่อจุดประสงค์ เพื่อฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อแขน ขา มือ ฝึกทักษะการทรงตัว ฝึกความสามัคคีในการเล่นเป็นกลุ่ม

    อุปกรณ์ เชือกขนาดใหญ่ นกหวีด เทปกาว

    กติกาและวิธีเล่น

    1. แบ่งเด็กออกเป็น 2 ทีม จำนวนเท่ากัน
    2. นำเชือกเส้นใหญ่ที่ไม่คมมาวางตรงเส้นแบ่งเขต ให้เชือกอยู่ตรงกึ่งกลางเส้นพอดี ให้ผู้เล่นทั้งสองทีมไปยืนข้างเชือก กะระยะให้ห่างกันพอให้ไม่ชนกันตอนเอนตัวดึงเชือก เมื่อวางระยะดีแล้ว ผู้เล่นแต่ละทีมจะจับเชือกให้สูงประมาณเอว เมื่อครูให้สัญญาณ ผู้เล่นทั้งสองทีมต่างดึงเชือกเพื่อให้ผู้เล่นอีกฝ่ายมาในทิศทางของตน ฝ่ายใดสามารถดึงผู้เล่นอีกฝ่ายให้เข้ามาอยู่ในเขตของตนเองได้มาก จะถือว่าชนะ

พ่อแม่จะส่งเสริมการเล่นกีฬาให้ลูกได้อย่างไร?

การเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับสุขภาพของเด็กปฐมวัย เพราะเป็นการเคลื่อนไหวที่ทำให้อวัยวะแต่ละส่วนทั้งภายในและภายนอกร่างกายทำงานได้เต็มที่ เช่น การที่เด็กได้เล่นโยนลูกบอลลงตะกร้า เด็กได้ใช้กล้าม เนื้อใหญ่ คือแขน ขา ซึ่งจะช่วยให้พัฒนากล้ามเนื้อที่แข็งแรงยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทำให้การทำงานของหัวใจมีสมรรถภาพดียิ่งขึ้นด้วย ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองจึงควรส่งเสริมให้เด็กได้ออกกำลังกายทุกวันด้วยการสร้างลักษณะนิสัยการออกกำลังกาย ดังนี้

  • เป็นแบบอย่างของการดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังให้เด็กเห็นและปฏิบัติตามเป็นประจำ เช่น ชวนลูกเดินหรือวิ่งออกกำลังกายในบริเวณสนามในบ้านหรือภายในหมู่บ้าน ชวนลูกไปออกกำลังกายตามสวนสาธารณะ ศูนย์นันทนาการของชุมชน
  • ส่งเสริมให้ลูกเห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย เช่น การดูรายการกีฬาในสื่อโทรทัศน์ แนะนำนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จให้ลูกได้รับรู้ว่า การเล่นกีฬานอกจากจะทำให้สุขภาพดีแล้วยังช่วยให้คนประสบความสำเร็จและสามารถเล่นกีฬาเป็นอาชีพได้ด้วย
  • จัดอุปกรณ์กีฬาไว้ในบ้านเพื่อกระตุ้นให้เด็กอยากเล่น เช่น ลูกบอล เชือก ห่วงยาง ไม้แบตมินตัน รองเท้ากีฬา เป็นต้น
  • ให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียนในการให้ลูกเข้าร่วมแข่งขันหรือร่วมกิจกรรมกีฬาที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นเพื่อปลูก ฝังการมีนิสัยรักการเล่นกีฬาตั้งแต่ระดับปฐมวัย อันจะนำไปสู่การเสริมสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

เกร็ดความรู้เพื่อครู

ครูมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการรักการเล่นกีฬาและการออกกำลังกายให้กับเด็กปฐมวัย โดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้ปฏิบัติกิจกรรมที่ต้องใช้อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายให้เต็มที่ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการเคลื่อนไหวร่างกายของเด็ก เช่น การให้อิสระเด็กได้เล่นกลางแจ้งวันละประมาณ 40 – 60 นาที การจัดกิจกรรมกลางแจ้งหรือประเภทกีฬาให้กับเด็ก เช่น เกมวิ่งเก็บของ เกมชักเย่อ เกมโยนลูกบอลลงตะกร้า การเล่นพื้นบ้านของไทย หรือจัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาตามกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียน นอกจากนี้ครูควรยอมรับความสามารถด้านการเล่นหรือด้านกีฬาของเด็ก จะทำให้เด็กมีความภาคภูมิใจต่อการเล่นกีฬาต่อไป

การเล่นกีฬาสำคัญอย่างไร?

Greater Mekong Subregion สนามรบ สู่สนามการค้า

          การค้ากลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) ประกอบด้วย 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน (โดยเฉพาะมณฑลยูนนานและมณฑลกวางสี) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมียนมาร์ ไทย และเวียดนาม ได้รับความช่วยเหลือในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในปี 1992 จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ซึ่งจะเห็นได้ว่าภูมิหลังทางการเมืองของประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงบริบทช่วงสงครามเย็น น่าจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด

                                   จากความตึงเครียดสู่การค้าขาย
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในช่วงสงครามเย็นมาก่อน การจัดตั้งองค์กรอย่าง Association of Southeast Asia (ASA) ซึ่งต่อมากลายเป็น ASEAN นั้น เป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อสู้กับความกลัวภัยคอมมิวนิสต์ในทศวรรษที่ 1960 และแน่นอนว่าส่วนหนึ่งคือความพยายามแสดงอำนาจของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้

ภายหลังเมื่อสงครามเย็นค่อยๆ ลดความรุนแรงลง การพยายามดึงกลุ่มประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศคอมมิวนิสต์เข้ามาร่วมมือกันในองค์กร ASEAN แน่นอนว่าต้องทำผ่านความตึงเครียดทางการเมืองและความแตกต่างของรูปแบบการปกครอง (ที่มีตั้งแต่ประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ เผด็จการทหาร ไปจนถึงสมบูรณาญาสิทธิราชย์) ความไม่มั่นคงของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศต่างๆ ทำให้รูปแบบการดำเนินงานของ ASEAN ซึ่งทำผ่านการสร้างสถาบันทางการเมือง (Institutional Approach) และการสร้างกรอบข้อตกลงต่างๆ เป็นไปอย่างเชื่องช้า

ปี 1992 ธนาคารพัฒนาเอเชียในฐานะเครื่องมือด้านการระหว่างประเทศที่สำคัญของญี่ปุ่น ได้เข้ามาจัดตั้งกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงขึ้น (ความน่าสนใจคือกำแพงเบอร์ลินในยุโรปก็ถูกทำลายลงอย่างเสร็จสิ้นในปีนี้เช่นกัน) ในแง่ยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศของญี่ปุ่น การสร้างความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยไม่ใช้กำลังทหารเป็นส่วนหนึ่งในข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในขณะนั้นอย่างนายทาเคโอะ ฟุกุดะ (Takeo Fukuda) โดยภายหลังเรียกกันว่า Fukuda Doctrine ในแง่นี้ อาจมองได้ว่าการจัดตั้งกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเป็นการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของประเทศญี่ปุ่นในโลกหลังสงครามเย็น

เมื่อพิจารณาในแง่ของขนาดกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงมีประชากรราว 300 ล้านคน (หากรวมทั้ง 6 ประเทศเป็นประเทศเดียว จะมีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสาม) และขนาดพื้นที่ 2.6 ล้านตารางไมล์ (หากรวมเป็นประเทศเดียว จะใหญ่เป็นอันดับสิบ) การจัดการความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ GMS ทำได้ผ่านการเน้นความร่วมมือของตลาดมากกว่าสถาบัน ซึ่งสามารถก้าวข้ามความตึงเครียดทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ส่งผลให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน ไปจนถึงความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ความเป็นรูปเป็นร่างดังกล่าวทำให้โครงการต่างๆ ในแถบนี้สามารถแสวงหาแหล่งเงินทุนได้อย่างง่ายดายด้วย

                           การสร้างความเชื่อมต่อ (Connectivity)
ธนาคารพัฒนาเอเชียมองความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ GMS ไว้เป็นระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor) ที่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจ น่าสังเกตว่าในขณะที่ ASEAN ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบของการเคลื่อนย้ายสินค้าและประชากรนั้น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพก็ได้ถูกจัดวางลำดับความสำคัญไว้เป็นลำดับแรกๆ

ตั้งแต่ปี 1992-2014 ธนาคารพัฒนาเอเชียลงทุนเพื่อการเชื่อมต่อระหว่างกลุ่มประเทศ GMS ไปแล้วราว 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ความสำคัญด้านหนึ่งของการจัดการลงทุนคือการกระตุ้นให้เกิดการค้าขายระหว่างชายแดน (Cross-Border Trade) โดยการสร้างถนนหลวงขนาดใหญ่ (Highway) เชื่อมต่อระหว่างประเทศ ทำให้การค้าภายในกลุ่มประเทศ GMS เพิ่มขึ้นจาก 26 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2000 เป็น 370 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2013 การลงทุนจากต่างประเทศภายในกลุ่มประเทศ GMS เพิ่มจาก 8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในระหว่างปี 2001-2006 เป็น 23 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ระหว่างปี 2007-2012

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ GMS มักมาจากการส่งออก ทำให้การเจริญเติบโตกระจุกตัวอยู่ที่พื้นที่ชายฝั่ง การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศและพื้นที่ที่ไม่มีทางออกทะเล (Landlocked) มีโอกาสเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ประเทศลาว และมณฑลยูนนาน เป็นต้น

การเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ และเมืองคุนหมิงในมณฑลยูนนานผ่านถนน R3A เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเชื่อมมณฑลยูนนานเข้ากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่การเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 ในปี 2013 การขนส่งสินค้าระหว่างไทย-และมณฑลยูนนานก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งผลไม้และดอกไม้ เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถขนส่งสินค้าที่มีโอกาสเน่าเสีย (Perishable Goods) ได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ธนาคารพัฒนาเอเชียคาดการณ์ว่า แนวโน้มของการเจริญเติบโตที่กระจุกอยู่ตามเมืองใหญ่ยังคงดำเนินต่อไป การลงทุนเพื่อกระจายการเจริญเติบโตออกไปเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่กระจายความมั่งคั่งอย่างเท่าเทียมมากขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น

น่าจับตามองว่าที่ทางของกลุ่มประเทศ GMS และธนาคารพัฒนาเอเชียจะเป็นอย่างไรต่อไป การก่อตั้ง Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB) ที่มีผู้สนับสนุนใหญ่คือประเทศจีนนั้น อาจทำให้จีนกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิภาคแถบนี้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนใช้วิธีทางการทูตผ่านรถไฟฟ้าความเร็วสูง (High-Speed Train Diplomacy) ประกอบกับความต้องการเชื่อมภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีนเข้ากับทางออกทะเล การสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการเมืองในภูมิภาคผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จึงอาจอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการแข่งกันลงทุนระหว่างสองประเทศใหญ่ในเอเชียอย่างจีนและญี่ปุ่นต่อไป

Greater Mekong Subregion สนามรบ สู่สนามการค้า