Greater Mekong Subregion สนามรบ สู่สนามการค้า

          การค้ากลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) ประกอบด้วย 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน (โดยเฉพาะมณฑลยูนนานและมณฑลกวางสี) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมียนมาร์ ไทย และเวียดนาม ได้รับความช่วยเหลือในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในปี 1992 จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ซึ่งจะเห็นได้ว่าภูมิหลังทางการเมืองของประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงบริบทช่วงสงครามเย็น น่าจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด

                                   จากความตึงเครียดสู่การค้าขาย
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในช่วงสงครามเย็นมาก่อน การจัดตั้งองค์กรอย่าง Association of Southeast Asia (ASA) ซึ่งต่อมากลายเป็น ASEAN นั้น เป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อสู้กับความกลัวภัยคอมมิวนิสต์ในทศวรรษที่ 1960 และแน่นอนว่าส่วนหนึ่งคือความพยายามแสดงอำนาจของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้

ภายหลังเมื่อสงครามเย็นค่อยๆ ลดความรุนแรงลง การพยายามดึงกลุ่มประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศคอมมิวนิสต์เข้ามาร่วมมือกันในองค์กร ASEAN แน่นอนว่าต้องทำผ่านความตึงเครียดทางการเมืองและความแตกต่างของรูปแบบการปกครอง (ที่มีตั้งแต่ประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ เผด็จการทหาร ไปจนถึงสมบูรณาญาสิทธิราชย์) ความไม่มั่นคงของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศต่างๆ ทำให้รูปแบบการดำเนินงานของ ASEAN ซึ่งทำผ่านการสร้างสถาบันทางการเมือง (Institutional Approach) และการสร้างกรอบข้อตกลงต่างๆ เป็นไปอย่างเชื่องช้า

ปี 1992 ธนาคารพัฒนาเอเชียในฐานะเครื่องมือด้านการระหว่างประเทศที่สำคัญของญี่ปุ่น ได้เข้ามาจัดตั้งกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงขึ้น (ความน่าสนใจคือกำแพงเบอร์ลินในยุโรปก็ถูกทำลายลงอย่างเสร็จสิ้นในปีนี้เช่นกัน) ในแง่ยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศของญี่ปุ่น การสร้างความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยไม่ใช้กำลังทหารเป็นส่วนหนึ่งในข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในขณะนั้นอย่างนายทาเคโอะ ฟุกุดะ (Takeo Fukuda) โดยภายหลังเรียกกันว่า Fukuda Doctrine ในแง่นี้ อาจมองได้ว่าการจัดตั้งกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเป็นการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของประเทศญี่ปุ่นในโลกหลังสงครามเย็น

เมื่อพิจารณาในแง่ของขนาดกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงมีประชากรราว 300 ล้านคน (หากรวมทั้ง 6 ประเทศเป็นประเทศเดียว จะมีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสาม) และขนาดพื้นที่ 2.6 ล้านตารางไมล์ (หากรวมเป็นประเทศเดียว จะใหญ่เป็นอันดับสิบ) การจัดการความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ GMS ทำได้ผ่านการเน้นความร่วมมือของตลาดมากกว่าสถาบัน ซึ่งสามารถก้าวข้ามความตึงเครียดทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ส่งผลให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน ไปจนถึงความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ความเป็นรูปเป็นร่างดังกล่าวทำให้โครงการต่างๆ ในแถบนี้สามารถแสวงหาแหล่งเงินทุนได้อย่างง่ายดายด้วย

                           การสร้างความเชื่อมต่อ (Connectivity)
ธนาคารพัฒนาเอเชียมองความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ GMS ไว้เป็นระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor) ที่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจ น่าสังเกตว่าในขณะที่ ASEAN ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบของการเคลื่อนย้ายสินค้าและประชากรนั้น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพก็ได้ถูกจัดวางลำดับความสำคัญไว้เป็นลำดับแรกๆ

ตั้งแต่ปี 1992-2014 ธนาคารพัฒนาเอเชียลงทุนเพื่อการเชื่อมต่อระหว่างกลุ่มประเทศ GMS ไปแล้วราว 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ความสำคัญด้านหนึ่งของการจัดการลงทุนคือการกระตุ้นให้เกิดการค้าขายระหว่างชายแดน (Cross-Border Trade) โดยการสร้างถนนหลวงขนาดใหญ่ (Highway) เชื่อมต่อระหว่างประเทศ ทำให้การค้าภายในกลุ่มประเทศ GMS เพิ่มขึ้นจาก 26 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2000 เป็น 370 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2013 การลงทุนจากต่างประเทศภายในกลุ่มประเทศ GMS เพิ่มจาก 8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในระหว่างปี 2001-2006 เป็น 23 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ระหว่างปี 2007-2012

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ GMS มักมาจากการส่งออก ทำให้การเจริญเติบโตกระจุกตัวอยู่ที่พื้นที่ชายฝั่ง การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศและพื้นที่ที่ไม่มีทางออกทะเล (Landlocked) มีโอกาสเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ประเทศลาว และมณฑลยูนนาน เป็นต้น

การเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ และเมืองคุนหมิงในมณฑลยูนนานผ่านถนน R3A เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเชื่อมมณฑลยูนนานเข้ากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่การเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 ในปี 2013 การขนส่งสินค้าระหว่างไทย-และมณฑลยูนนานก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งผลไม้และดอกไม้ เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถขนส่งสินค้าที่มีโอกาสเน่าเสีย (Perishable Goods) ได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ธนาคารพัฒนาเอเชียคาดการณ์ว่า แนวโน้มของการเจริญเติบโตที่กระจุกอยู่ตามเมืองใหญ่ยังคงดำเนินต่อไป การลงทุนเพื่อกระจายการเจริญเติบโตออกไปเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่กระจายความมั่งคั่งอย่างเท่าเทียมมากขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น

น่าจับตามองว่าที่ทางของกลุ่มประเทศ GMS และธนาคารพัฒนาเอเชียจะเป็นอย่างไรต่อไป การก่อตั้ง Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB) ที่มีผู้สนับสนุนใหญ่คือประเทศจีนนั้น อาจทำให้จีนกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิภาคแถบนี้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนใช้วิธีทางการทูตผ่านรถไฟฟ้าความเร็วสูง (High-Speed Train Diplomacy) ประกอบกับความต้องการเชื่อมภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีนเข้ากับทางออกทะเล การสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการเมืองในภูมิภาคผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จึงอาจอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการแข่งกันลงทุนระหว่างสองประเทศใหญ่ในเอเชียอย่างจีนและญี่ปุ่นต่อไป

Greater Mekong Subregion สนามรบ สู่สนามการค้า

ชีวิตวัยเด็กของนักฟุตบอล ที่คุณอาจไม่เคยรู้

พอดีไปตอบกระทู้นึงมา มีคนถามว่า ชีวิตนักเตะตอนเด็กแต่ละคนคนไหนรวย จน อะไรยังไงบ้าง เขียนยาวพอสมวคร เลยเอามาทำกระทู้ซะเลย ข้อมูลส่วนใหญ่ก็เขียนเท่าที่จำได้นะคะ บางอันอาจจะไม่ได้รีเชค =[]=
จำได้ว่าเคยจะเขียนหัวข้อนี้เมื่อนานมาแล้ว เลยเคยรวบรวมไว้ แต่ดันลืมของเก่าไปหมดแล้ว

เต่าเอือม


อิบราฮิโมวิค ซลาตัน : จน

พ่อแม่แยกทางกัน อิบราอยู่กับพ่อ พ่อติดเหล้า เคยทุบตีอิบราตอนเด็กๆ เคยอยู่บ้านแบบที่ไม่มีอะไรจะกินเลย เลยชอบการไปโรงเรียนมาก เพราะได้เล่นฟุตบอลและมีอาหารให้กิน เคยถูกแม่เอาช้อนไม้ตีหัวจนไม้หัก เคยขโมยจักรยานเด็กเล่น เพราะอยากได้ แต่ไม่มีใครเคยซื้อของเล่นให้ พอโตมาเลยพยายามทำให้ครอบครัวอบอุ่นที่สุด สิ่งที่ชอบที่สุดคือ อาหารต้องมีเต็มตู้เย็นเสมอ เพราะวัยเด็กต้องอดยากตลอด ตอนแรกชื่อบนหลังเสื้อตอนเล่นบอลเยาวชนคือ Zlatan พอพ่อเสียชีวิตเลยเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Ibrahimovic เพื่อให้เกียรติพ่อ

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ : จน

พ่อแม่มีลูก 3 คน คริสเป็นคนเล็ก แม่เคยจะทำแท้งคริสตอนอยู่ในท้อง เพราะบ้านจนมาก เป็นเด็กบ้านนอก โตบนเกาะ พอโตหน่อย ถูกส่งขึ้นไปอยู่บนแผ่นดินใหญ่ที่โปรตุเกส ตอนจากบ้านครั้งแรกๆไปอยู่แคมป์ นอนร้องไห้ทุกวัน เพราะเจอเพื่อนล้อเรื่องพูดเหน่อ และเข้ากับใครแทบไม่ได้เลย (เพราะบ้านนอกของแท้) พ่อติดเหล้าอย่างรุนแรง พอคริสโด่งดังแล้ว พ่อเสียชีวิตตอนโปรตุเกสได้รองแชมป์ยูโร 2004 คริสเลยสาบานกับตัวเองว่าจะไม่กินเหล้าเด็ดขาด ปัจจุบัน .. อย่างที่รู้กัน .. เป็นนักเตะระดับโลก และกลับไปสร้างพิพิธภัณฑ์ที่เกาะบ้านเกิด เพราะ อยากให้มีคนไปเที่ยวบ้านเกิดเยอะๆ พอมีลูกก็เริ่มเปลี่ยนตัวเองจาก Playboy เป็นคนรักครอบครัว ทุกวันนี้บอกเสมอ ว่าจะทำให้ลูกเป็นคนที่มีพร้อมทุกอย่าง และจะมอบแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้ นั่นหมายถึง ความเป็นพ่อที่ดีที่สุดด้วยเช่นกัน

ลิโอเนล เมสซี่ : จน

บ้านฐานะธรรมดา เกือบจะจน ลูกชายเล่นบอลเก่งมาก แต่เป็นเด็กตัวเล็กมากๆ ตอนเล่นบอลตอนเด็กๆ เจอเตะกลิ้งเป็นประจำ แต่ก็เป็นพวกเน้นความคล่องตัว พอรู้ว่าป่วยหมอสั่งห้ามไม่ได้เล่นกีฬาเยอะ เพราะป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับ โกรธฮอร์โมน ส่งผลกับกระดูก ทางบ้านไม่มีเงินรักษา แมวมองบาร์เซโลน่ามาเจอ เลยอาสาออกค่ารักษาให้ทั้งหมดแล้วพาไปอยู่สเปน และ … เป็นลีโอเนล เมสซี่อย่างทุกวันนี้

(เคล็ดลับการวิน บัลลงดอร์ ของเมสซิอุส มันช่าง … เอิ่บ ง่ายไปไหมลูก)

ฟรองค์ ริเบรี่ : จน

ตอนมาเตะบอลเยาวชน เวลาว่างยังต้องไปทำงานก่อสร้างช่วยที่พ่ออยู่เลย เพราะบ้านจนมาก
ตอนเด็กนั่งรถไปกับที่บ้านรถคว่ำ หน้าเสียโฉม เย็บเป็น 100 เข็มโชคดีที่รอดมาได้ แต่มีแผลเป็นบนใบหน้าเป็นทางยาว

คลินท์ เดมพ์ซี่ย์ : จน

ตอนเด็กๆโตมาในบ้านรถพ่วง เล่นบอลข้างถนน จนบังเอิญตามไปดูพี่ชายคัดตัวกับทีมท้องถิ่นในเท็กซัส แต่คลินท์ดันเด่นกว่า ทีมเลยอยากดันคลินท์แทน แต่ที่บ้านจนมาก ไม่มีเงินออกค่าใช้จ่ายให้ เพราะพี่สาวก็กำลังเล่นเทนนิสเยาวชนอยู่เหมือนกัน ทางบ้านเลยเลือกส่งเสียพี่สาวแทน (เพราะฟุตบอลในอเมริกาไม่ค่อยดัง) โชคร้าย พี่สาวดันป่วยเสียชีวิต ครอบครัวถึงกับเสียหลักไปพักนึง เพราะหวังกับพี่สาวไว้เยอะด้วย และ เพราะต้องเสียพี่สาวไป คลินท์เลยต้องกลับมาเป็นกำลังหลักครอบครัวอีกครั้ง มุมานะจนได้เป็นกัปตันทีม จนเข้าตาแมวมอง จนได้ไปเล่นทีมใหญ่ จนทำให้ เขากลายมาเป็น หนึ่งในบุคคลที่ทำให้ “ซอคเกอร์” เฟื่องฟูในอเมริกา ในที่สุด … ทุกคนไม่อาจดูถูกนักเตะจากอเมริกาได้อีกต่อไป … เพราะเด็กคนหนึ่งที่โตมาจากบ้านรถพ่วง …

คาลอส เตเบซ : จน

เตเบซเกิดในย่านชุมชนแออัด หรือจะจัดว่าเป็นสลัมเลยก็ได้ ในละแวกบ้านเขามีแต่คนขายยา ค้าอาวุธและลักขโมย ถูกเรียกว่าเป็นชุมชนที่อันตรายที่สุดในอาเจนติน่า ตอนเป็นเด็กแบเบาะถูกน้ำเดือดลวกตั้งแต่ช่วงคอลงมาถึงหน้าออก (ตอนนั้นยังไม่ถึงขวบเลย) เกือบไม่รอด รักษาอาการอยู่ 2 เดือน เติบโตมาจากฟุตบอลข้างถนน ปากกัดตีนถีบ จนได้ไปเล่นในทีมเยาวชนแถวบ้าน จับพลัดจับผลูได้ไปอยู่อคาเดมี่ของโบค่า จูเนียร์ส พอได้ขึ้นทีมใหญ่ ทีมแพทย์บอกว่าจะรักษาแผลเป็นให้ แต่เตเบซไม่เอา แม้วันนี้จะดังขนาดไหนก็ยังไม่ยอมรักษาแผลเป็น เพราะเขาบอกว่า “นี่คือสิ่งที่เป็นรากเหง้า และ เป็นสิ่งที่บอกตัวตนวัยเด็กของเขา เขาจะไม่พยายามเปลี่ยนแปลงมัน” เช่นเดียวกับ “ฟัน” เตเบซ ฟันหัก เก และห่าง เขาก็ไม่ยอมดัดหรือศัลยกรรมตกแต่ง เพราะเขาบอกว่า ที่ฟันเขาเป็นแบบนี้เพราะตอนเด็กๆ ต้องมีเรื่องชกต่อยเป็นนักสู้ข้างถนนตลอดเวลา เพื่อมีชีวิตรอด เพราะงั้น เขาจะไม่ลืมเลือนเรื่องเหล่านี้

เขาเคยลองเสพย์ยา แต่ก็เลิก .. แล้วไปเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง เตเบซไม่เคยบอกว่าเขามีอดีตที่เลวร้าย เขาบอกแค่ว่า เขามีชีวิตวัยเด็กที่ดี เพราะมันทำให้เขาเติบโตมาด้วยความภาคภูมิใจที่ก้าวพ้นเรื่องราวแบบนั้นมาได้ และกลายเป็นคนดีได้อย่างทุกวันนี้


แกเร็ธ เบล : ปานกลาง

ครอบครัวคนธรรมดา ทีแรกแค่ส่งลูกเรียนโรงเรียนกีฬาธรรมดา แต่ลูกชายดันเก่งเว่อร์ เล่นกีฬาเก่งทุกชนิด โดยเฉพาะกรีฑาและวิ่ง ครูพละเลยแนะนำให้ลองเล่นฟุตบอลแบบจริงจังดู (ปกติเล่นรักบี้ แต่ก็เล่นฟุตบอลเก่งมาอยู่ก่อนแล้ว) พอเล่นฟุตบอลเลยมีแมวมองมาดูตอนเล่นบอลโรงเรียน แมวมองชวนไปลองเทรนด์กับอคาเดมี่ดู ตอนแรกก็ไปขำๆ แล้วก็กลับมาเรียนโรงเรียนปกติต่อ จนตอนหลังมาคิดได้ตอน 17 เลยไปเทรนด์อย่างจริงจังกับ เซาธ์แทมตัน แล้วก็ไปดังที่สเปอร์ส และมาอยู่ รีล มาดริด ได้ในที่สุด

เมซุต โอซิล : ปานกลาง – จน

บ้านฐานะธรรมดา ตอนเด็กเล่นบอลใต้ทางด่วน ริมถนน เป็นครอบครัวตุรกีอพยพเข้ามาในเยอรมัน ตอนเด็กๆไม่ค่อยได้รับการยอมรับเท่าไหร่เรื่องเชื้อชาติ แต่เล่นบอลเก่งมาก เลยได้โอกาสไต่เต้าฐานะยกระดับครอบครัวด้วยฟุตบอล

เวสลี่ย์ สไนเดอร์ : ปานกลาง

บ้านฐานะธรรมดา พ่อแม่มีลูก 3 คน ทุกคนเล่นบอลหมด สไนเดอร์ลูกคนเล็ก สไนเดอร์เป็นเด็กตัวที่เล็กที่สุดในบ้าน เลยค่อนข้างมีปัญหาเวลาเล่นฟุตบอลมักเสียเปรียบคนอื่น พ่อแม่เลยอยากให้ได้ดีที่สุด เลยเก็บเงินส่งลูกเข้า โรงเรียนฟุตบอลที่ดีที่สุดในประเทศอย่าง Ajax Amsterdam ค่าเรียนแพงมากๆ สไนเดอร์อยู่ที่นี่ตั้งแต่ 5 ขวบ จนสโมสรดันไปสุดทาง เป็นซุปตาร์ระดับโลกในที่สุด สไนเดอร์บอกว่า ตอนเด็กเห็นรุ่นพี่ซุปตาร์แต่ละคนมาจนชิน เลยไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรเลย ต่อให้พวกพี่เค้าจะดังขนาดไหน

เปลี่ยนรูปให้นะคะจะได้ไม่มีดราม่ากัน ส่วนรูปเดิมรูปนี้ เด็กหัวทองน่าจะเป็นเวสลีย์ค่ะ ไม่ใช่คนด้านหลังนะคะ
เพราะทั้งคู่อายุห่างกันเกือบ 20 ปี ไม่เคยเล่นยุคเดียวกันแน่นอนค่ะ แต่เวสลีย์เคยเล่าในบทสัมภาษณ์ว่าสมัยเป็นนักเตะเยาวชน
เจอรุ่นพี่นักเตะคนดังๆบ่อยมากๆ แม้ตอนนั้นพวกเขาจะดังขนาดนั้น แต่เขาไม่รู้สึกตื่นเต้นเลย อาจเพราะเห็นมาตั้งเด็กมากๆ
จนดูเหมือนพี่เหมือนลุงไปหมด ไม่ใช่ไอดอล

แดนนี่ เวลเบค : ปานกลาง

บ้านอยู่ในชุมชนแออัด พ่อแม่เป็นชาวกาน่า ที่ได้สัญชาติอังกฤษ และเป็นนักสังคมสงเคราะห์ แดนนี่เลยถูกสอนให้เป็นคนใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มาตั้งแต่เด็ก โกรธคนยากมาก หน้าบ้านมีสนามเด็กเล่น เลยเล่นฟุตบอลติดสไตล์บอลโกลด์หนูมาตลอด บ้านฝั่งตรงข้ามเป็นบ้านของตระกูลบราวน์ พอเห็นเด็กบ้านตระกูลบราวน์คนแรกได้ไปเป็นนักเตะแมนฯยู แดนนี่เลยฮึด อยากไปบ้าง ขนาด พี่เวส ยังได้ไปเลย ทำไมเขาจะไปมั่งไม่ได้ (ถั่วต้ม … เวส บราวน์ กับ เวลเบค เป็นเพื่อนบ้านกัน T-T) เลยไปสมัครเข้าอคาเดมี่บ้าง แล้วก็ได้อยู่จริงๆ และกลายมาเป็นมหาเทพ เวลเบ็ค ที่แสนดี งดงาม ฟรุ้งฟริ้งแบบทุกวันนี้

(น้องแดนน่ารักอ้ะ! ><)


ยาคุป บราชอฟสกี้ : ปานกลาง

บ้านคูบ้าไม่มีข้อมูลเรื่องฐานะเท่าไหร่ แต่ชีวิตวัยเด็กโหดมาก ตอน 10 ขวบ พ่อฆ่าแม่ตาย แล้วพ่อก็ติดคุก คูบ้าเลยต้องไปอยู่กับยาย ยายสนับสนุนให้เล่นฟุตบอลมาตลอด ท่าดีใจในปัจจุบันคือ การชูมือขึ้นฟ้า นั่นคือ หมายความทุกอย่างในฟุตบอล เขาขอมอบให้กับคุณยายที่อยู่บนสวรรค์

เพิ่มเติม : คุณ eltshan มาแก้ไขให้ที่คห.30นะคะ
– ของคูบา ที่ยกมือขึ้นฟ้านั่นระลึกถึงคุณแม่นะและคนสนับสนุนให้เล่นบอลเป็นคุณลุงค่ะ

มาโคร รอยส์ : ปานกลาง

รอยส์เป็นเด็กอคาเดมี่ของดอร์ทมุนด์มาตั้งแต่เด็กๆ พ่อแม่ค่อนข้างทุ่มเทพอสมควร ดูเหมือนลูกชายจะมีแวว เลยพยายามสนับสนุนกับอคาเดมี่ฟุตบอลเต็มที่ (ครอบครัวเยอรมันจะค่อนค้างเคร่งครัดมีระเบียบแบบแผน อย่างส่งลูกไปเตะบอลก็จริงจังไปเลย เอาให้สุดๆให้เต็มที่) แต่สุดท้ายก็เหลว เพราะดอร์ทมุนด์ดันไม่เลือกรอยส์ขึ้นทีมใหญ่ รอยส์เคว้งอยู่ช่วงนึง ทางบ้านก็เครียดพอกัน ความรู้สึกก็ประมาณเหมือนลูกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้ สุดท้ายมีคนมาแนะนำรอยส์ว่าให้ลองไปคัดตัวที่ เวส อาเลนดู เป็นสโมสรฟุตบอลเล็กๆท้องถิ่น แน่นอนว่าดังน้อยกว่าดอร์ทมุนด์มาก ตอนแรกรอยส์ไม่อยากไปเพราะไกลบ้าน แต่สุดท้ายเมื่อไม่มีที่ไป เลยต้องไปเวสอาเลน … ที่เวสอาเลน ปรากฏว่าที่นี่เป็นเหมือนที่รวมนักเตะที่ “ดอร์ทมุนด์ไม่เอา” ที่นี่ รอยส์ได้เจอกับเควิน โกรสครอยซ์ ที่ถูกดอร์ทมุนด์จำหน่ายออกจากชุดเยาวชนเหมือนกัน พวกเขาเล่นบอลด้วยกันจนเริ่มเข้าตาแมวมอง รอยส์รอดอร์ทมุนด์มาเรียก สุดท้ายก็ไม่มา เลยตัดสินใจไปกลัดบัค จนดังที่กลัดบัค ดอร์ทมุนด์ถึงเรียกตัวกลับมาเล่นให้ทีมใหญ่

ดิดิเย่ ดร็อกบา : ปานกลาง-จน

เป็นชาวไอเวอรี่ โคสต์แต่กำเนิด แต่มีครอบครัวอุปถัมภ์เป็นชาวฝรั่งเศส ดิดิเย่ ถูกพาออกจากบ้านไปอยู่กับลุงตอนเด็กๆ โดยลุงบอกว่าจะพาหลานไปได้ดี ทีแรกบ้านดร็อกบาไม่ยอมให้เขาไป จนเขาจากบ้านไป 3 ปีไปหัดเล่นบอลอยู่กับลุงจนเก่ง (ลุงเป็นนักเตะอาชีพ) ก็กลับมาบ้าน ที่ไอเวอรี่ โคสต์ กลับมาอยู่บ้านได้ม่นาน พ่อแม่ตกงานเพราะเจอพิษเศรษฐกิจ พ่อแม่เลยตัดสินใจส่งดร็อกบาไปอยู่กับลุงที่ฝรั่งเศสอีกรอบ ไปฝรั่งเศสคราวนี้ ระหกระเหเร่ร่อนตามลุงไปอยู่หลายเมืองจนได้เริ่มเล่นบอลอาชีพ คราวนี้ ที่บ้านเริ่มย้ายตามมาที่ฝรั่งเศส และขอร้องให้เขากลับไปเรียนหนังสือ โดยห้ามยุ่งเกี่ยวกับฟุตบอลเด็ดขาด และส่งเขาไปอยู่กับญาติอีกเมือง ดร้อกบาก็หยุดเล่นบอลไปปีนึงเพื่อไปเข้าโรงเรียนจนอายุ 15 มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ทุกอย่างลงตัว (ประหนึ่งบวชเรียนแล้ว) เลยหันมาเริ่มต้นกับฟุตบอลอย่างจริงจัง
ทุกวันนี้ ดร็อกบาเป็นนักเตะที่ มีโครงการการกุศล “เยอะมาก” แต่มักไม่ค่อยทำออกสื่อเท่าไหร่ เป็นอีกคนที่พอมีโอกาส ก็มักจะส่งต่อโอกาสนั้นให้เด็กๆเสมอ

ชีวิตวัยเด็กของนักฟุตบอล ที่คุณอาจไม่เคยรู้